INTERVIEW WITH
TANAKRIT TANO (BANK)

CEO & CO-FOUNDER OF LFFINTECH CO. LTD.

Tanakrit Tano (Bank) - CEO & Co-founder of LFFINTECH

LF มีจุดเริ่มต้นมาได้อย่างไร ?

เริ่มจากทางทีมผู้บริหารที่รู้จักคุ้นเคยกันมาอยู่แล้วได้ชักชวนกันมาสร้างบริษัท Startup ร่วมกันในกลุ่มอุตสาหกรรม Fintech ชื่อว่า LetsFunds ซึ่งแต่ละคนมี ประสบการณ์และความสามารถที่แตกต่างกันไป ตัวแบงค์มีประสบการณ์ทางด้านการวิเคราะห์สินเชื่อ บริการทางการเงิน สินเชื่อของธนาคาร ส่วนคุณเปิ้ลนั้น เคยร่วมงานกับทางภาครัฐเชี่ยวชาญทางด้านการขอทุนสำหรับธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรม แต่การพัฒนานวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดการพัฒนา เทคโนโลยี โดยมีคุณเบนซ์เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและพัฒนาซอฟต์แวร์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากกว่า 10 ปี ได้ร่วมมือกันจนกลายมาเป็น บริษัท แอลเอฟฟินเทค จำกัด LF ย่อมาจาก LetsFunds และ Fintech มาจากอุตสาหกรรมที่เราสนใจอยากจะทำอย่างเช่นในปัจจุบัน

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ?

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พันธกิจของเราเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่วันที่เริ่มต้นจวบจนถึงทุกวันนี้ เราเป็นหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของผู้ประกอบการ Startup SMEs องค์กรทั้งทางภาครัฐและเอกชน โดยเริ่มต้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ อย่าง LetsFunds เป็นระบบที่ช่วยจับคู่เงินทุน เงินกู้ให้กับผู้ประกอบการ ด้วยการพยายามเข้าใจ ผู้ประกอบการเพื่อหา Solution มาตอบโจทย์ความต้องการ และใช้หลักการเดียวกันในกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาเรื่อยๆ อย่างเช่น inteGreat ที่เราทำร่วมกับ Thai-BISPA (สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย) เพื่อดูแลผู้ประกอบการในการดูแลบ่มเพาะ และพัฒนามาเรื่อยๆ มาจนถึงระบบ MANAมานะ ที่พัฒนามาเพื่อ อำนวยความสะดวกในการบริหาร จัดการการทำงานในองค์กร Aceform ระบบฟอร์มเก็บข้อมูล และเครื่องมืออื่นๆ อีกมากมายที่เรากำลังพัฒนา เพื่อเป็นตัวช่วยในการประกอบธุรกิจ และนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

ทีมงาน LFFINTECH กำลังทำงานร่วมกัน

BECAUSE TECHNOLOGY IS THE KEY TOOL THAT
DRIVES BUSINESS GROWTH IN TODAY'S ERA.

ใช้หลักการในการอะไรบริหารองค์กร ?

เราได้ดึงหลักการจุดเด่น จุดแข็งต่าง ๆ จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ประสบความสำเร็จอย่าง Google, Facebook อีกอย่างนึงทางแบงค์เองก็ได้นำ Frame Work ที่ได้ศึกษามาอย่าง Agile, OKRs เป็นต้น แต่เราก็ไม่ลืมที่จะรับฟังเสียงจากทีม ร่วมกันสร้าง Culture องค์กรที่ดีอยู่กันอย่างพี่แบบน้องเปิดกว้างทางความคิดพัฒนา ความศักยภาพของบุคลากร ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างทัดเทียมและฟังความคิดเห็นความต้องการของลูกค้า เพราะเราจะไม่สามารถมีวันนี้ได้ถ้าขาดทีมงาน และลูกค้าที่ไว้ใจคอยสนับสนุนเราอย่างดีเสมอมา ซึ่งถ้าเรามีหลักการแต่คำนึกถึงความเป็นจริงมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดนี่แหล่ะคือการบริหารที่ลงตัวและหลอม รวมกันให้ได้ Solution ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

พาทีมฝ่าวิกฤต Covid-19 มาได้อย่างไร ?

เป็นความโชคดีที่เราอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลประกอบกับที่เราได้มีการพัฒนาเครื่องมืออย่าง MANA ขึ้นมาพอดี จึงทำให้เราสามารถทำงานสื่อสารกันได้อย่างปกติ แต่ยังไงแล้วอุสาหกรรมนี้ต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว อีกทั้งเราพยายามมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่จากเดิมที่เป็นลูกค้าทั่วไปที่มีความหลากหลาย เป็นลูกค้า กลุ่มใหม่ที่มีความพร้อมที่จะปรับองค์กรเป็นดิจิทัลยิ่งทุกคนได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่ทุกคนเผชิญ ทำให้เราได้รับประสบการณ์และทดลองหาวิธีการพร้อมๆ กันและ สามารถนำสิ่งเหล่านี้ที่เป็นจุดแข็งไปเป็นจุดขายให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าถ้าเราสามารถทำได้ ลูกค้าก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน

มีวิสัยทัศน์และวางแผนอนาคตอีก 3 ปีอย่างไร ?

ย้อนกลับเมื่อ 3 ปีก่อน ธุรกิจของเราเกิดขึ้นอย่างราบเรียบและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เราจะไม่บอกว่าเราจะพัฒนาไปเป็นอะไรแต่เราจะพยายามปรับตัวเองให้พัฒนา อย่างก้าวกระโดด การปรับตัวต้องเร็วกว่านี้โดยการพัฒนาศักยภาพของทีมงานพัฒนาเครื่องมือและผลิตภัณฑ์ เพื่อสอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญ ลูกค้าต้องได้รับบริการที่เป็นมืออาชีพ และมีเครื่องมือที่เหมาะสม กับธุรกิจของลูกค้านั้นๆ เพราะสถานการณ์ทุกวันนี้ไม่ต่างจากสภาวะสงคราม ทำให้เราตระหนักได้ว่า อนาคตต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เหมือนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เห็นว่าองค์กรจะพ่ายแพ้ต่อวิกฤตหรือสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้