Interview with Tanakrit Tano (Bank) - CEO & Co-founder of LFFINTECH

Interview with Tanakrit Tano (Bank) - CEO & Co-founder of LFFINTECH

LF มีจุดเริ่มต้นมาได้อย่างไร ?

เริ่มจากทางทีมผู้บริหารที่รู้จักคุ้นเคยกันมาอยู่แล้วได้ชักชวนกันมาสร้างบริษัท Startup ร่วมกันในกลุ่มอุตสาหกรรม Fintech ชื่อว่า LetsFunds ซึ่งแต่ละคนมี ประสบการณ์และความสามารถที่แตกต่างกันไป ตัวแบงค์มีประสบการณ์ทางด้านการวิเคราะห์สินเชื่อ บริการทางการเงิน สินเชื่อของธนาคาร ส่วนคุณเปิ้ลนั้น เคยร่วมงานกับทางภาครัฐเชี่ยวชาญทางด้านการขอทุนสำหรับธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรม แต่การพัฒนานวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดการพัฒนา เทคโนโลยี โดยมีคุณเบนซ์เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและพัฒนาซอฟต์แวร์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากกว่า 10 ปี ได้ร่วมมือกันจนกลายมาเป็น บริษัท แอลเอฟฟินเทค จำกัด LF ย่อมาจาก LetsFunds และ Fintech มาจากอุตสาหกรรมที่เราสนใจอยากจะทำอย่างเช่นในปัจจุบัน

ทีมงาน LFFINTECH กำลังทำงานร่วมกัน

BECAUSE TECHNOLOGY IS THE KEY TOOL THAT
DRIVES BUSINESS GROWTH IN TODAY'S ERA.

ใช้หลักการในการอะไรบริหารองค์กร ?

เราได้ดึงหลักการจุดเด่น จุดแข็งต่าง ๆ จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ประสบความสำเร็จอย่าง Google, Facebook อีกอย่างนึงทางแบงค์เองก็ได้นำ Frame Work ที่ได้ศึกษามาอย่าง Agile, OKRs เป็นต้น แต่เราก็ไม่ลืมที่จะรับฟังเสียงจากทีม ร่วมกันสร้าง Culture องค์กรที่ดีอยู่กันอย่างพี่แบบน้องเปิดกว้างทางความคิดพัฒนา ความศักยภาพของบุคลากร ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างทัดเทียมและฟังความคิดเห็นความต้องการของลูกค้า เพราะเราจะไม่สามารถมีวันนี้ได้ถ้าขาดทีมงาน และลูกค้าที่ไว้ใจคอยสนับสนุนเราอย่างดีเสมอมา ซึ่งถ้าเรามีหลักการแต่คำนึกถึงความเป็นจริงมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดนี่แหล่ะคือการบริหารที่ลงตัวและหลอม รวมกันให้ได้ Solution ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

พาทีมฝ่าวิกฤต Covid-19 มาได้อย่างไร ?

เป็นความโชคดีที่เราอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลประกอบกับที่เราได้มีการพัฒนาเครื่องมืออย่าง MANA ขึ้นมาพอดี จึงทำให้เราสามารถทำงานสื่อสารกันได้อย่างปกติ แต่ยังไงแล้วอุสาหกรรมนี้ต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว อีกทั้งเราพยายามมองหาลูกค้ากลุ่มใหม่จากเดิมที่เป็นลูกค้าทั่วไปที่มีความหลากหลาย เป็นลูกค้า กลุ่มใหม่ที่มีความพร้อมที่จะปรับองค์กรเป็นดิจิทัลยิ่งทุกคนได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่ทุกคนเผชิญ ทำให้เราได้รับประสบการณ์และทดลองหาวิธีการพร้อมๆ กันและ สามารถนำสิ่งเหล่านี้ที่เป็นจุดแข็งไปเป็นจุดขายให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าถ้าเราสามารถทำได้ ลูกค้าก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน

มีวิสัยทัศน์และวางแผนอนาคตอีก 3 ปีอย่างไร ?

ย้อนกลับเมื่อ 3 ปีก่อน ธุรกิจของเราเกิดขึ้นอย่างราบเรียบและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เราจะไม่บอกว่าเราจะพัฒนาไปเป็นอะไรแต่เราจะพยายามปรับตัวเองให้พัฒนา อย่างก้าวกระโดด การปรับตัวต้องเร็วกว่านี้โดยการพัฒนาศักยภาพของทีมงานพัฒนาเครื่องมือและผลิตภัณฑ์ เพื่อสอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญ ลูกค้าต้องได้รับบริการที่เป็นมืออาชีพ และมีเครื่องมือที่เหมาะสม กับธุรกิจของลูกค้านั้นๆ เพราะสถานการณ์ทุกวันนี้ไม่ต่างจากสภาวะสงคราม ทำให้เราตระหนักได้ว่า อนาคตต่อจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เหมือนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เห็นว่าองค์กรจะพ่ายแพ้ต่อวิกฤตหรือสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อไปได้

เจาะลึก AI Transformation 
กับคุณธนกฤต ทาโน
พาไปดูเบื้องหลังแนวคิด 
"สอนแล้วสร้าง"
ที่ทำให้ LFFINTECH กลายเป็น
AI Transformation Partner 
ขององค์กรไทย

จุดเปลี่ยนคือตอนที่เราพบว่า องค์กรไทยส่วนใหญ่รู้จัก AI แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เราเริ่มจากการสอน AI ให้ฝ่าย Procurement และ HR แล้วพบว่าเมื่อคนเห็น Use Case จริง พวกเขาต้องการให้ใครสักคน “ลงมือสร้าง” ให้เลย ไม่ใช่แค่สอนทฤษฎี นั่นคือจุดที่ LFFINTECH ตัดสินใจว่าเราต้องเป็นทั้งคนสอนและคนสร้าง

เพราะคำว่า Consultant “ให้คำปรึกษา” มักไม่ตอบโจทย์องค์กรที่อยาก “ลงมือทำ” เราอยากเป็นมากกว่าที่ปรึกษา แต่เป็น Partner ที่ช่วย “Transform” องค์กรไปสู่ยุค AI ได้จริง ตั้งแต่การออกแบบ Use Case การสอนทีมไปจนถึงการสร้างโซลูชันสำเร็จรูปด้วย MANAWORK

ไม่ใช่แค่การใช้ AI มาทำงานแทนคน แต่มันคือการ “ปฏิวัติกระบวนการทำงานทั้งองค์กร” เพื่อให้คนใช้เวลากับงานที่มีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่ทำงานซ้ำซากเหมือนเดิม พูดง่ายๆ คือ AI Transformation ที่ดีต้องทำให้ “คนเก่งขึ้น งานง่ายขึ้น องค์กรโตเร็วขึ้น” ไม่ใช่แค่ซื้อ AI มาใช้แล้วก็จบ

ปัญหาที่เราเจอซ้ำๆ มี 3 ข้อ
1.รู้จัก AI แต่ไม่รู้จะเริ่มจาก Process ไหน
2.ทดลองใช้แล้วแต่ทีมไม่ follow through เพราะไม่มีคนนำ
3. ซื้อ Tool มาแล้วแต่ใช้ไม่ตรงกับงานจริง LFFINTECH
แก้ทั้ง 3 ข้อในคราวเดียว สอนให้ทีมเข้าใจก่อน แล้วระบุ Process ที่ควร Automate แล้วลงมือสร้างระบบให้เลย

ที่ปรึกษาทั่วไปบอกว่า “คุณควรทำแบบนี้” แล้วส่ง Report LFFINTECH บอกว่า “เราจะสอนคุณ แล้วสร้างมันให้คุณด้วย” ความต่างคือเราไม่จากไปหลังสอน เราอยู่ถึงตอนที่ระบบ AI ทำงานจริง และพนักงานในองค์กรใช้มันได้จริงในวันทำงานปกติ

กุญแจคือ “ต้นแบบก่อน สัญญาทีหลัง” เราไม่ขาย Solution ให้ลูกค้าก่อนที่เขาจะเห็นว่ามันทำงานได้จริง ทีมเราสร้าง Prototype จาก Use Case ที่ลูกค้าเผชิญอยู่จริง แล้วให้เขา Test ก่อนตัดสินใจ วิธีนี้ทำให้ Adoption สูงกว่า เพราะคนในองค์กรมีส่วนร่วมออกแบบตั้งแต่แรก

MANAWORK คือ Platform ที่ทำให้ AI ไม่ใช่แค่ “โปรเจกต์พิเศษ” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้ง KPI, ติดตามผลการทำงาน, หรือประเมินทีม — ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว วัดได้จริง และเชื่อมกับ AI Solution ที่สร้างไว้ให้แต่ละองค์กร

Technology เป็นแค่ 30% อีก 70% คือคนและ Culture ถ้าผู้บริหารยังไม่เชื่อ, ถ้าทีมยังกลัวว่า AI จะแย่งงาน, ถ้าไม่มีคนรับผิดชอบ KPI ของการเปลี่ยนแปลง ระบบดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ นั่นคือเหตุผลที่เราเริ่มจากการสอนคนก่อนเสมอ

บทเรียนที่ชัดที่สุดคือ “Quick Win สำคัญกว่า Grand Plan” องค์กรที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่วางแผนใหญ่โต แต่คือคนที่เลือก Process เดียวมาทำให้ดีจริงก่อน แล้ว momentum จะพาไปเอง AI ก็เหมือนกัน เริ่มจากจุดที่เจ็บปวดที่สุดก่อน แล้วขยายออกไป

อีก 3 ปีข้างหน้า เราอยากเห็นองค์กรไทยที่ทำงานกับเราสามารถ “วัดผลทุกการตัดสินใจได้” ไม่ใช่แค่รู้สึกว่าดีขึ้น แต่มีตัวเลขพิสูจน์ได้ว่า AI ช่วยเพิ่ม Productivity จริง ลด Error จริง ประหยัดเวลาได้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วน LFFINTECH เอง เราอยากเป็นชื่อแรกที่องค์กรไทยนึกถึงเมื่อพร้อมจะเริ่ม AI จริงๆ

เราอยากเป็น “คนที่สอนคุณว่าคลื่นมาอย่างไร และยืนอยู่ข้างๆ คุณตอนที่คุณก้าวขึ้นมาจริงๆ” ไม่ใช่แค่โค้ชที่ตะโกนจากฝั่ง และไม่ใช่แค่บริษัท IT ที่ขายกระดาน Surf ให้แล้วปล่อยให้คุณจัดการเอง LFFINTECH คือ Partner ที่อยู่ในน้ำพร้อมกับคุณ จนกว่าคุณจะยืนบนคลื่นได้เอง

เราอยากเป็น “คนที่สอนคุณว่าคลื่นมาอย่างไร
และยืนอยู่ข้างๆ คุณตอนที่คุณก้าวขึ้นมาจริงๆ”

TANAKRIT TANO (BANK) — CEO & Co-founder, LFFINTECH